แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รถ Honda แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รถ Honda แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2556

ประวัติรถสองท่อยอดฮิต


ประวัติรถสองท่อยอดฮิต ที่มีชื่อเรียกหลายชื่อตามแต่ละภาค. ภาคกลางเรียกหมู. ภาคใต้บางจังหวัดเรียกสองท่อหัวดำ. นครศรี พัทลุง ตรัง กระบี่ เรียก ไอ้ทอม เพราะเมื่อก่อนทอมดันดีขับรุ่นนี้เลยเรียกกันติดปากมาดูประวัติกันเล

Honda C95 ถูกส่งข้ามน้ำข้ามทะเล จากดินแดน ปลาดิบ มาถึงสยามประเทศ ในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2504 โดยมีบริษัท “ยังเต็งซือ” ที่เป็นตัวแทนจัดจำหน่าย รายแรกในดินแดน สยามประเทศของเรา Honda C95 ที่มีพิกัดความจุ 150 ซีซี ถือว่าเป็นรถจักรยานยนต์ตัวผู้ รุ่นแรกจากค่ายปีกนก เข้ามาจำหน่ายอย่างเป็นทางการใน สยามประเทศ อีกด้วย ต่อจากนั้น จึงมีการนำ Honda C92 ที่มีพิกัดความจุ 125 ซีซี เข้ามาทำตลาด แข่งขันกับทาง K125 จาก Suzuki เพื่อนร่วมชาติ



Honda C95/C92 เป็น รถจักรยานยนต์ อีกหนึ่งรุ่น ที่ได้รับความนิยม อย่างมาก ตั้งแต่ในอดีต จน ถึงปัจจุบัน เรียก ว่าจากรุ่นพ่อ มาจนถึงรุ่นลูกแล้ว สมัยก่อนเคยเห็น มีการนำรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ไป บรรทุกสินค้าทางการเกษตร โดยเฉพาะสุกร หรือหมู จากฟาร์ม มาขาย ซึ่งบ่อยครั้งที่เห็นจนชินตา จึงทำให้ Honda C95/C92 มีชื่อเรียก อย่างไม่เป็นทางการว่า “ฮอนด้า หมู” ด้วยรูปทรง ที่แข็งแรง ประกอบด้วยถังน้ำมันใบเขื่อง เข้ากับไฟหน้ารูปสี่เหลี่ยม ที่ง่ายแก่การจดจำ
Honda Motor ประเทศญี่ปุน เริ่มผลิต รถจักรยานยนต์ ที่ใช้ชื่อรหัสว่า C95 ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1959 และพัฒนา โดยปรับเปลี่ยน และดัดแปลงทำเป็นแบบ ต่างๆ อีก หลายแบบ โดยยึดหลักโครงสร้างตัวรถ และเครื่องยนต์เดิม เช่น CS95 หรือ C95 Benly



Honda C95 Benly ผลิตขึ้นในปี ค.ศ.1966 ใช้เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 2 สูบเรียงระบายความร้อน ด้วยอากาศ ใช้คาร์บูเรทเตอร์ ของ Kehin 1ตัวทำหน้าที่ผสมอากาศ และเชื้อเพลิง ส่งผ่านระบบ วาว์ล แบบ OHC เข้าสู่ห้องเผาไหม้ที่มีขนาด พิกัดความจุกระบอกสูบ 154 ซีซี จุดระเบิด ด้วยคอยล์ มีหน้าทองขาวทำหน้าที่ควบคุม โดยใช้แบตเตอรี่ ขนาด 6 โวลท์ เป็นตัวช่วย ระบบเกียร์แบบ สลับ 4 สปีด ตัดแรงด้วยชุด คลัชต์แบบเปียก หลายแผ่นซ้อนกัน ก่อนที่จะถ่ายแรงไปล้อหลังโดย โซ่ ขนาด 428H ล้อหลังและล้อหน้าทำจากเหล็ก มีขนาด 1.60 x 16 นิ้ว รัดด้วยยาง ขนาด 3.00 นิ้ว เท่ากัน ระบบห้ามล้อ หน้า และหลัง เป็นแบบ ดรัมเบรค ระบบกันสะเทือนด้านหน้า เป็นแบบ คานสวิง โช้คน้ำนันคู่ หรือที่เรียกว่า “ขาไก่” ส่วนด้านหลัง เป็นแบบ สวิงอาร์ม โช้คน้ำมันคู่(ทรงเหลี่ยม) ท่อไอเสีย แบบ 1:1 แยกอิสระ โครงตัวรถ แบบแผ่นเหล็กปั้ม ชึ้นรูป เชื่อมประกบ เช่นเดียวกับ แฮนด์ทรงปีกนก โดยปกติ รถรุ่น C95 แฮนด์จะเป็นท่อเหล็กกลม เหมือนในรถจักรยานยนต์ ทั่วๆไป

*** ข้อมูลจากนิตยสารไทยแลนด์ คลาสสิค ฉบับที่ 29 คอลัมน์ Classic Show Off

ประวัติ มอเตอร์ไซค์ คุรุสภา

ประวัติ มอเตอร์ไซค์ คุรุสภา


ถ้าจะถามว่า "คุรุสภา" คืออะไร ก็อาจจะได้คำตอบที่ชวนงงอยู่ไม่น้อย เพราะคุรุสภาไม่ใช่หน่วยราชการ ไม่ใช่ธุรกิจเอกชน ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ แต่ที่ระบุได้คือ คุรุสภาเป็นนิติบุคคล สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติครู 2488

หน้าที่โดยหลักของคุรุสภาคือให้คำปรึกษาและความคิดเห็นแก่กระทรวงศึกษาธิการในเรื่องนโยบายการศึกษาทั่วไป ส่งเสริมฐานะของครูในทางความรู้ ความประพฤติความเป็นอยู่ของครู และรักษาประโยชน์ส่งเสริมฐานะของครูให้มั่นคง
ที่น่าสนใจคือ ครูทุกคนไม่ว่าในภาครัฐบาล ภาคเอกชน ขึ้นชื่อว่าครูแล้ว ต้องเป็นสมาชิกคุรุสภา ต้องเสียค่าบำรุงคนละ 50 บาทต่อปีหรือคนละ 500 บาทตลอดชีพ

จำนวนสมาชิกคุรุสภาเท่าที่สำรวจล่าสุดประเมินว่าราวๆ 790,000 คน แม้ว่าในตัวเลขเกือบ 8 แสนคนนี้จะไม่ใช่ครูเสียทั้งหมดเพราะมีสมาชิกสมทบ ซึ่งอาจจะเป็นเพียงผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่กับวิชาชีพครูอยู่บ้างก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าข้าราชการครูเป็นกลุ่มข้าราชการกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด คือประมาณครึ่งหนึ่งของข้าราชการทั้งประเทศ
ภาระหน้าที่ของคุรุสภาจึงดูยิ่งใหญ่เหลือคณาเอาเสียจริงๆ

หน้าที่ประการหนึ่งที่คุรุสภาจัดทำต่อเนื่องมาและได้รับความสนใจจากครูอย่างดียิ่ง เห็นจะได้แก่ การจัดสวัสดิการครูนอกเหนือจากเงินเดือนและสวัสดิการที่รัฐให้แก่ครูเป็นปกติอยู่แล้ว บริการด้านนี้ของคุรุสภามีอยู่ด้วยกันหลายประการ เช่น ร้านค้าในเครือเพื่อบริการสมาชิกคุรุสภา ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศประมาณ 100 แห่ง, การจัดสวัสดิการเคหะสงเคราะห์ หรือโครงการจัดสรรบ้านพร้อมที่ดินนั่นเอง, โครงการบัวหลวงเพื่อครูเพื่อซื้อและปลูกบ้าน, การช่วยเหลือสมาชิกและครอบครัวของสมาชิกที่ถึงแก่กรรม, สถานพยาบาลของคุรุสภา, หอพักคุรุสภา, โครงการสินค้าสวัสดิการเพื่อสมาชิก เป็นต้น

โดยเฉพาะโครงการสินค้าสวัสดิการเพื่อสมาชิกนี่เองที่จัดทำมาหลายโครงการแล้ว ขายสินค้าสารพัดชนิด ตั้งแต่ จักรเย็บผ้า, เครื่องออกกำลังกาย, เครื่องกรองน้ำ, เครื่องดนตรี, รถจักรยาน 2 ล้อ, เครื่องพิมพ์ดีดกระเป๋าหิ้ว เป็นต้น

โครงการนี้เริ่มขึ้นเมื่อปี 2526 เมื่อคุรุสภาต้องการช่วยเหลือครูที่ต้องเดินทางไปกลับระหว่างโรงเรียนกับที่พัก โดยเฉพาะครูในท้องถิ่นทุรกันดาร คุรุสภาจึงจะจัดหามอเตอร์ไซค์ให้ครูซื้อในราคาถูกกว่าท้องตลาด หรือถ้าผ่อนก็ต้องผ่อนถูกกว่าที่อื่นๆ

คุรุสภาโดยคณะอนุกรรมการส่งเสริมสวัสดิการของคุรุสภาได้ขอความร่วมมือไปยังบริษัทผู้ประกอบและจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์ทุกเจ้า แต่ก็ได้รับคำตอบมาเพียงรายเดียวคือบริษัทสยามยามาฮ่า จำกัด

เข้าใจว่าตอนนั้นบริษัทผู้จำหน่ายมอเตอร์ไซค์อื่นๆ ยังไม่มีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ช่วงนั้นเราได้รับความช่วยเหลือมากจากคุณหญิงพรทิพย์ ณรงค์เดช ที่เข้าใจและเห็นใจเรื่องความเดือดร้อนของครู

สยามยามาฮ่าให้ความร่วมมือโดยขายมอเตอร์ไซค์รุ่น Y 80 MATE ให้ครูผ่านคุรุสภาในราคาเพียง 14,800 บาท ในขณะที่ราคาท้องตลาดยืนอยู่ที่ 18,000 บาท

จำนวนรถที่คุรุสภาตั้งเป้าไว้คือ 5,000 คัน จำนวนรถที่มากเช่นนี้ทำให้ราคารถต่ำกว่าราคาท้องตลาด อีกทั้งเป็นราคาที่ตั้งโดยผู้ผลิตโดยตรง ส่วนเรื่องเงินเชื่อที่จะให้ทางครูผ่อนชำระนั้น ทางคุรุสภาได้ขอความช่วยเหลือไปยังสถาบันการเงินเกือบทุกแห่งแต่ก็มาลงเอยที่ธนาคารทหารไทย ซึ่งให้ดอกเบี้ยต่ำที่สุดคือ 16.5% ไม่มีเงินดาวน์ ให้ผ่อนชำระเดือนละ 790 บาท เป็นเวลา 24 เดือน รวมเงินผ่อนทั้งหมด 18,960 บาทเท่านั้น

นอกจากนี้ทางธนาคารทหารไทยยังได้กำหนดให้ผู้กู้ซื้อรถต้องทำประกันด้วย คุรุสภาก็ได้รับความร่วมมือจากบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด โดยคิดเบี้ยประกันเพียงรายละ 200 บาท ให้ความคุ้มครองชีวิตเป็นเวลา 24 เดือน หรือตลอดระยะเวลาการผ่อนชำระนั่นเอง ด้วยข้อเสนอและเงื่อนไขที่ค่อนข้างดีมากๆ เช่นนี้ จากจำนวนรถที่ตั้งเป้าไว้เพียง 5,000 คัน ยอดสั่งจองกลับพุ่งไปที่ 30,000 คัน

ซึ่งเป็นเรื่องคาดไม่ถึงว่าจำนวนความต้องการของครูจะมากมายถึงขนาดนี้ เพราะทางคุรุสภาเพิ่งจัดทำเพียงโครงการแรก ที่ได้ตกลงกับทางสยามยามาฮ่าคือ 5,000 คันเท่านั้น ส่วนที่เหลือก็ต้องรอไปโครงการต่อไป

จนถึงโครงการที่ 2 ดำเนินไปเช่นโครงการแรก บริษัทและธนาคารยังเป็นเจ้าเดิม เนื่องจากเสนอเงื่อนไขเป็นที่พอใจแก่คุรุสภา มีเพียงตัวเลขเท่านั้นที่แปรเปลี่ยนตามภาวะเศรษฐกิจ เช่น ราคารถที่ขึ้นไป ทำให้ธนาคารทหารไทยต้องตั้งวงเงินกู้เพิ่มเป็น 17,500 บาท กำหนดผ่อนชำระ 865 บาท 24 งวด ในอัตราดอกเบี้ย 16.5%

โครงการที่ 2 ตั้งเป้าไว้ 8,000 คัน แต่เอาเข้าจริง ทางสยามยามาฮ่าก็ต้องเอื้อเฟื้อให้คุรุสภาไปถึง 10,000 คัน

โครงการที่ 3 ก็ยังเหมือนเดิมเกือบทุกอย่าง แต่ตัวเลขจำนวนรถที่ขายผ่านคุรุสภาลดไปที่ 8,000 คัน

แล้วก็มาถึงโครงการที่ 4 ในปี 2531 เมื่อ เอ.พี.ฮอนด้าเข้าเสนอเงื่อนไขแก่คุรุสภาด้วยหลังจากที่สยามยามาฮ่ากวาดไปแล้ว 3 โครงการ รวมทั้งสิ้น 23,000 คัน
เอ.พี.ฮอนด้าได้รับการคัดเลือกจากคุรุสภาให้เป็นผู้จำหน่ายรถผ่านคุรุสภาในโครงการที่ 4 นี่เอง

ในโครงการที่ 4 เอ.พี.ฮอนด้าเสนอฮอนด้า ดรีม 100 ในราคา 20,950 บาท สำหรับธนาคารก็เปลี่ยนจากธนาคารทหารไทยมาเป็นกสิกรไทย ซึ่งให้เงื่อนไขดีมากๆ คือ วงเงินกู้ 22,000 บาท ไม่มีเงินดาวน์ ผ่อนชำระ 36 งวดๆ ละ 720 บาทในอัตราดอกเบี้ย 11%

วงเงินกู้ที่เพิ่มมานั้นคือค่าดำเนินการด้านต่างๆ ที่เป็นค่าใช้จริงของคุรุสภา ซึ่งทั้งหมดคุรุสภายืนยันว่า ไม่ได้กำไรอะไรทั้งสิ้น ค่าใช้จ่ายดังกล่าวประกอบด้วย ค่าดำเนินการส่วนกลาง 50 บาท, ค่าดำเนินการของจังหวัด 50 บาท, ค่าหักเงินเดือน ณ ที่จ่าย 50 บาท, ค่าประกันชีวิต 230 บาท, ค่าจดทะเบียนยานพาหนะ 360 บาท ซึ่งรวมแล้วครูจะต้องจ่ายเพื่อซื้อรถในราคาเงินสดทั้งสิ้น 21,690 บาท ส่วนเงินผ่อนที่ครูต้องผ่อนกับกสิกรไทย รวมแล้วคือ 25,920 บาท

ขณะที่ราคาฮอนด้าดรีมในท้องตลาดคือ 27,000 ถึง 28,000 บาท ราคาเงินผ่อนคือดาวน์ 5,000 บาท ผ่อน 24 งวดๆ ละ 1,435 บาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 39,440 บาท

เห็นตัวเลขต่างกันขนาดนี้ ใครเล่าจะไม่สนใจโครงการของคุรุสภา

และคุรุสภาเองคงคาดไม่ถึงเสียด้วยซ้ำสำหรับยอดตัวเลขครูที่สั่งจองมอเตอร์ไซค์ซึ่งมากมายมหาศาลเช่นนี้ และตัวเอ.พี. ฮอนด้าที่ขายรถให้คุรุสภาก็คงยิ้มแก้มแทบปริเมื่อยอดขายโดยรวมทั้งหมด ฮอนด้าพุ่งขึ้นมาเป็นอันดับ 1….อะไรๆ มันก็ดูดีไปหมด ดีเสียจนมีโครงการอื่นๆ ตามมาอีกเป็นทิวแถว

ความต้องการของครูที่ทั้งคุรุสภาและเอ.พี.ฮอนด้าประเมินว่า น่าจะตกราวๆ 10,000 คัน แต่เมื่อสรุปโครงการแล้ว ตัวเลขมอเตอร์ไซค์ที่ขายผ่านคุรุสภาหยุดที่ 49,836 คัน

ถ้ามองจากตัวเลขจำนวนรถที่ขายผ่านคุรุสภาพอจะสรุปได้ว่า ทั้ง 4 โครงการที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จมากทีเดียว เพราะหนึ่ง-ครูได้รถ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการ สอง-ครูได้ซื้อรถในราคาถูกมากและยังได้ผ่อนแบบสบายๆ สาม-รถที่ครูได้รับจัดได้ว่าเป็นสินค้าดี
อย่างเช่นรุ่นดรีมที่ฮอนด้าเขาเอามาขายจัดได้ว่าเป็นที่ต้องการของตลาดมากทีเดียว ช่วงหนึ่งเคยมีคนวางเงินดาวน์รถรุ่นนี้แล้วก็เผ่นไปเลย เอาไปแยกชิ้นส่วนแล้วลักลอบไปขายที่เขมร ที่โน่นนิยมมากเพราะประหยัดน้ำมัน

คุรุสภายืนยันหนักแน่นว่า คุรุสภาไม่ใช่นักธุรกิจ ไม่ใช่พ่อค้า และไม่ใช่นายหน้า โครงการทั้งหมดทำตามนโยบายของคุรุสภาที่ต้องจัดสวัสดิการและยกระดับความเป็นอยู่ของครูให้สะดวกสบายขึ้น ค่าดำเนินการทั้งหมดที่คุรุสภาบวกเข้าไปในการสั่งซื้อของครูก็เป็นค่าใช้จ่ายจริงที่ไม่ได้พึ่งงบประมาณของคุรุสภาเลย

เอ.พี.ฮอนด้าผู้ป้อนรถให้กับคุรุสภาเกือบ 5 หมื่นคันในช่วง 1 ปีนั้น ความลำบากของเอ.พี.ฮอนด้าอยู่ที่กำลังการผลิตที่ผลิตได้เดือนละ 15,000 ค้น แต่ต้องป้อนดีลเลอร์ทั่วประเทศ และผลิตหลายรุ่นหลายแบบ ไม่ใช่รุ่นดรีมเท่านั้น อีกทั้งตลาดทั้งปี 2531 มีการปรับราคารถไปถึง 3 ครั้ง แต่กับคุรุสภา เอ.พี.ฮอนด้ายืนราคาที่เสนอไว้แต่แรกมาตลอด

แต่ยอดขายเกือบ 50,000 คันที่เอ.พี.ฮอนด้าขายให้คุรุสภา เป็นตัวเลขที่สวยงามมาก เพราะตัวเลขตรงนี้มากพอที่จะทำให้ฮอนด้าก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในยุทธจักรค้ามอเตอร์ไซค์เลยทีเดียว จำนวนรถ 49,836 คัน คูณกับราคารถคันละ 20,950 บาท เท่ากับ 1,044,064,200 บาท หรือพันกว่าล้านคือยอดเงินที่เอ.พี.ฮอนด้าได้รับ

ถ้าสมมติว่าสิ้นปีนี้ ยอดขายฮอนด้าคือ 120,000 คัน จำนวนรถที่เอ.พี.ฮอนด้าส่งมอบให้คุรุสภาเฉพาะในปี 2531 ตีเสียว่า 40,000 คันต่อ 120,000 คัน เท่ากับ 1/3 ของยอดขายทั้งปีของเอ.พี.ฮอนด้า แม้ว่าทางเอ.พี.ฮอนด้าจะกล่าวว่ายอดขายผ่านคุรุสภาจะเป็นเพียงตัวเลขบวก เป็นตลาดที่เพิ่มขึ้นมาเพียงชั่วคราวและฮอนด้าก็มีลูกค้ากลุ่มใหญ่กลุ่มอื่นๆ เหมือนกัน แต่สำหรับปีนี้ ปี 2531 ตัวเลขทั้งหมดก็คือความสำเร็จของฮอนด้าที่ทำเอาค่ายอื่นค้อนได้เหมือนกันในตอนนั้น

เกือบจะเป็นที่ยอมรับไปแล้วว่า รถเป็นปัจจัยที่ 5 สำหรับชีวิต แม้จะไม่ได้รถเก๋ง ได้รถมอเตอร์ไซค์ไว้ก่อนก็ยังดี ทั้งราคาก็ถูกกว่าตามดีลเลอร์ตั้งมากมาย ใครจะอดใจไหวแถมเมื่อกสิกรไทยยืดเวลาการผ่อนชำระออกไปอีก แทนที่จะเป็น 24 เดือนดัง 3 โครงการแรกเป็น 36 เดือน ความต้องการซื้อก็เพิ่มขึ้น

และผลพลอยได้ที่เอ.พี.ฮอนด้าได้รับก็คือ ฐานะของครูเป็นที่ยอมรับมากในหมู่ชาวบ้านต่างจังหวัด เมื่อครูใช้สินค้าตัวใด ยี่ห้อใด ก็ย่อมได้รับความสนใจและยอมรับไปด้วย กลายเป็นงานประชาสัมพันธ์ที่เอ.พี.ฮอนด้าบอกว่า "ได้ผลค่อนข้างมาก" เรียกได้ว่า งานนี้เอ.พี.ฮอนด้าขายรถได้แล้ว ยังได้ผลข้างเคียงที่เสริมภาพพจน์ได้อย่างวิเศษอีกด้วย

ข้อมูลทั้งหมดผมได้จากน้าเดียว ไบค์ฮีโร่ ผู้ชายใจดี ขอบคุณน้าสำหรับข้อมูลดีๆครับ

HONDA Little Cub 14

มาดูรถไหม่อย่างเจ้า HONDA Little Cub 14 กันบ้างครับ


"ทายาทของเชื่อสาย Family ที่ยังไม่เลือนหายไป ปิดท้ายด้วยรถไหม่อย่างเจ้า Little Cub 14"
ถึงแม้ว่าจะเป็นรถไหม่แต่ก็คงหาดูตัวไม่ได้ง่าย ๆ เลยกับเจ้า Little Cub แถมเจ้าคันนี้ยังพกพามาพร้อมกับตูดมด Bagger Kit ชุดแต่งพิเศษจากโรงงานกับเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยตัวรถที่เล็กกระทัดรัด คู่กับบังลมใบสวยเข้ากับตัวรถที่มาพร้อมกับวงล้อ 14 นิ้วที่ขับขี่ง่ายคล่องตัวกับการใช้งานในเมือง ไฟเลี้ยวฝังอยู่กับชุดแฮนด์สวยงาม เบาะนั่งที่ไห้ความสูงกำลังพอดี ถังเชื่อเพลิงขนาดไหญ่ที่จุได้ถึง 4.5 ลิตร มาพร้อมฝาถังแบบล็อกได้ ติดเกจ์วัดระดับน้ำมันเพิ่มความมั้นใจของระดับน้ำมันเชื่อเพลิง ว่าเพียงพอต่อการขับขี่แต่ละครั้ง กับขุมกำลังขนาด 50 ซีซี ที่สามารถพาเจ้า Little Cub คันนี้ไปไหนมาไหนได้อย่างไม่เร่งรีบ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกถ้าคุณชื่นชอบความโมเดิ้ลในแบบ คลาสสิค แต่ยังหารถที่ชอบไม่ได้หรือไม่อยากลำบากตามหาอะไหล่ Little Cub 14 คงสามารถตอบโจทย์ข้อนี้ได้อย่างลงตัว ทีเดียวครับ

จากHonda Family#4


ข้อมูลต่างๆมาจาก กลุ่มอนุรักษ์รถโบราณเมืองไชยา

รถ HONDA CL350 K5

รถ HONDA CL350 K5
รถ HONDA CL350 K5

รถ HONDA CL350 K5



Honda 350 K Model ทุกแบบไม่ว่าจะเป็น CB 350 , SL350 , CL350 ออกมาวางตลาดพร้อมกันทั่วโลกไม่ว่าจะในเอเชีย ยุโรป หรือ อเมริกา ในเดือน กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1968 จนมาถึงปี ค.ศ. 1973 ทางบริษัทฮอนด้าประเทศญี่ปุ่นก็หยุดสายการผลิด รถจักรยานยนต์ในตรกูล Honda 350 K Model

Honda CL350 Super Sport Scrambler คันนี้ เป็นรุ่น K5 ที่ผลิดในปี ค.ศ. 1973 ถือว่าเป็นน้องคนสุดท้องของตระกูลโดดเด่นที่ท่อไอเสีย 2 ออก 2 ไข้วลอดไต้ถังน้ำมันเชื้อเพลิงมาออกด้านซ้ายมือของตัวรถ (อันนี้ที่เป็นความแตกต่างระหว่าง Scrambler กับ Enduro) ดูจะเป็นมาตราฐานของรถรุ่นเก่านี้ไปเลย มาดูรายละเอียดข้อมูล ทางเทคนิคของ Honda CL350 K5 คันนี้กัน


ขุมพลังแบบ 4 จังหวะ 2 สูบเรียง (OHC) ระบายความร้อนด้วยอากาศ 325 ซีซี 33 แรงม้าที่ 9500 รอบต่อนาที (rmp)ใช้คาร์บูเรทเตอร์ของ Keihin แบบสูญญากาศขนาด 20 มม. x 2 ตัวทำหน้าที่ผสมเชื้อเพลิงกับอากาศ จุดระเบิด แบบหน้าทองขาว ใช้แบตเตอรี่ ขนาด 12 โวลท์ เป็นตัวช่วย ส่งแรงม้าทั้งหมดผ่านชุดคลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน มาที่ชุดเกียร์แบบ สลับ 5 สปีด ใช้โซ่ถ่านแรงไปหมุนล้อหลังขนาดหน้ายาง 3.5 x 18 นิ้ว มาพร้อม ดรัมเบรก ขนาดไหญ่ กันสะเทือนหลังแบบ สวิงอาร์มโช้คน้ำมันคู่ ล้อหน้ามีขนาดหน้ายาง 3.00 x 19 นิ้ว มาพร้อมกับ ดรัมเบรกแบบกระเดื่องคู่ เพื่อความมั่นใจในการหยุดรถ ส่วนกันสะเทือนหน้าเป็นแบบ โช้คน้ำมันคู่ (Telescopic) ยอดนิยม สตาร์ได้ 2 ระบบทั้งไฟฟ้า เเละเท้า (Electric starter & Kickstarter) สามารถทำความเร็วได้ 160 กม./ชม.ถังน้ำมันบรรจุเชื้เพลิงได้ 9 ลิตร ติดตั้งอยู่บนเฟรมรถแบบท่อเหล็กกลม น้ำหนักสุทธิ 156 กิโลกรัม


จากThailand Classic Vol.28

รถ HONDA BENLY JC 58

รถ HONDA BENLY JC 58

รถ HONDA BENLY JC 58


รถเก่าที่ทรงคุณค่า

เมื่อกล่าวถึงรถทีในตระกูล HONDA ที่ปีลึก ๆ พี่น้องคงนึกน้ำลายไหล ฝันไปก่อนหน้าที่จะพูดถึงเสียอีก เพราะรูปทรงที่สวยงามในแบบฉบับของความคลาสสิคที่มีอยู่เพียบพร้อมแถมหาดูได้ยากตามท้องถนนทั่วไป และความต้องการที่อยากได้มาเป็นเจ้าของ ก็ราคาสูงจนเกินกำลังเงินไนกระเป๋า จึงทำได้เพียงฝันต่อไป หรือไม่ก็มาชมรถคันนี้ที่เรานำมาฝากให้พี่น้องชาวคลาสสิคได้ดูกันกับเจ้า BENLY JC 58 ซึ่งเป็นรถที่หาดูได้ยาก พูดได้เลยว่ามีน้อยคันในประเทศไทยครับ

HONDA BENLY JC 58 ถูกผลิดขึ้นเมื่อปี 1957-1958 เป็นซีรี่ย์ของตระกูล J ซีรี่ย์ เพราะรถต้นตระกูลในรุ่นนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 1953 ในรหัส J ตัวเดียว แล้วต่อด้วยรหัส JB และ JC56 ในปี 1955 ตามมาติด ๆ ด้วย JC 57 ในปี 1956 แล้วก็ปิดท้ายด้วยรุ่นนี้ และรถในตระกูลนี้เป็นรถที่ขายดิบขายดีมากในช่วงปลายยุค 50 ด้วยลักษณ์ภายนอกที่สวยงาม และประโยชน์การใช้งาน พร้อมด้วยสมรรถนะของเครื่องยนต์ที่มีมาอย่างเพียงพอ ตัวรถก็ขึ้นแท่นระดับเทพ ระบบกันสะเทือนหน้าเป็นแบบ กระเดื่องล็อกเกอร์อาร์มที่ยึดอยู่กับดุมที่มาพร้อมกับระบบ ดรัมเบรก วงล้อขนาด 18 นิ้วรัดด้วยยางขนาด 2.75-18 ส่วนระบบกันสะเทือนหลังเป็นแบบสวิงอาร์มโช้คน้ำมันคู่วงล้อหลังก็ขนาด 18 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 2.75-18 เหมือนกันกับล้อหน้า ถังน้ำมันทรงกะทัดรัด เบาะนั้งเดี่ยวทรงอานม้า ตะแกรงเหล็กที่ใช้วางสำภาระ ด้านเรือนไมล์กลมเล็กจาก Hm ที่อยู่ในกะโหลกไฟหน้าทรงแปลกตา แต่ก็สวยคลาสสิคดี

จากยอดขายที่ประสบความสำเร็จในสมัยนั้น เป็นเครื่องการันตีได้ในความสวยงามของรูปลักษณ์ภายนอก ด้วยเครื่องยนต์แบบก้านกระทุ้งหรือ OHV 125 ซีซี 1 สูบ 4 จังหวะ 3 เกียร์ระบายความร้อนด้วยอากาศ ระบบไฟจุดระเบิดแบบ หน้าทองขาว ส่วนคาร์บูเรทเตอร์พ่วงต่อกับตัวปรับอากาศของ AMAI แต่ถึงจะมีขนาดซีซีที่น้อยเพียง 150 ซีซี แต่ก็สามารถเรียกแรงม้าได้ 9.5 แรงม้าที่ 7,500 รอบ ด้านระบบไล่ควันไอเสียที่ไห้เสียงแบบรถ 4 จังหวะ ดึกดำบรรพ์ ที่ออกด้านซายข้างเดียว ครบถ้วนกระบวนการแล้วเจ้า JC 58 ตัวนี้มี น้ำหนักรวม 128 กิโลกรัมเลยทีเดียว


จากClassic Rider Vol.10

รถ HONDA CD-65 ปี 1968


รถ HONDA CD-65 ปี 1968



ตระกูลรถแบบสปอร์ตหายาก ผลิดเพียง 1 ปีเท่านั้น..

HONDA ชื่อชั้นยังคงรั้งอันดับ 1 อยู่ทุกวันนี้ ด้วยการตลาดขั้นเทพ โดยการปล่อยไห้ผ่อนได้ การตลาดนี้ทำไห้รถยุโรปเริ่มหดหายไป เพราะไม่มีโปรโมชั่นแบบนี้ไห้เลือก แถมราคาค่าตัวยังถูกกว่ารถจากค่ายยูโรป และอเมริกาอีกมากโข ผู้บริโภคจึงเลือกไช้รถญี่ปุ่นมากกว่ารถยุโรป เพราะน้ำหนักเบากว่า ขี่ง่ายกว่า แถมผ่อนได้อีก บางรุ่นมีสตาร์ทไฟฟ้าให้เลือกไช้อีกต่างหาก ด้วยเหตุผลไม่กี่ข้อ HONDA ก็นำหน้าไปไกลแล้วครับ

รถสปอร์ตสูบนอน จากค่ายปีกนกเป็นอีกสายพันธุ์หนึ่งที่สร้างซื่อเสียงให้ HONDA มาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ที่ Sport Cub C-110 ออกมาสร้างความฮือฮาในปี 1960 และทายาทอย่าง Sport Cub C-115 คลานตามออกมาในปี 1960 ก่อนจะมาฮิตอย่างสุด ๆ กับเจ้า C-200 ในปี 1963 ที่มาแบบเต็มยศและเป็นที่นิยมที่สุดก็ว่าได้ ในพิกัดของสูบนอนขนาด 90 ซีซี แต่ถึงกระนั้นเจ้า C-200 ที่ว่าแน่ก็สามารถเปิดไลน์การผลิดออกมาได้ถึงปี 1966 เพียงเท่านั้น เพราะไนปีเดียวกับเจ้า C-200ได้เปลี่ยนชื่อชั้น และเพิ่มพิกัดของตัวเองมาเปิดตลาดพิกัด 125 ซีซี ด้วยฐานะของรถสปอร์ตสูบนอน ภายใต้ชื่อ CD-125 และได้ออก CD-90 , CD-175 ออกมาในปี 1967 และออกซีรีย์ของ CD ออกมาครบทุกพิกัดทั้ง CD-50 , CD-65 , CD-90 , CD-125 , CD-175 และ CD-200 ออกมาในปี 1968 เป็นประวัติศาสตร์ของ HONDA ที่มีรถรหัสเดียวออกวางจำหน่ายแบบครบทุกพิกัดที่มีอยู่ในตอนนั้น และยังเป็นอีกหนึ่งรหัส ทีสามารถสร้างรายใด้ไห้กับ HONDA ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำมาอย่างยาวนานอีกรุ่นหนึ่งทีเดียว

แต่เมื่อมีจุดเด่นก็มีจุดด่าง และจุดด่างนั้นก็ทำไห้ผู้เขียนปวดหัวได้ไม่ไม่หยอกเลยทีเดียวเนื่องจากพระเอกของเราคันนี้ภายใต้รหัส CD-65 นั้นด้วยพิกัดที่กึ่ง ๆ กลาง ๆ ระหว่าง CD-50 และ CD-90 ทำให้ยอดขายไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหมายไว้ซักเท่าไหร่ HONDAจึงจำเป็นต้องพิกัดไห้มากขึ้นมาเป็น 70 ซีซี และเปลี่ยนชื่อมาใช้รหัส CD-70 ในปี 1970 ทำไห้เจ้า CD-65 จำเป็นต้องหยุดสายพานการผลิดเอาไว้ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะผลิดออกมาได้แค่เพียงปีเดียวเท่านั้น

เรามาดูข้อมูลพื้นฐานของเจ้า CD-65 คันนี้กันดีกว่าครับด้วยโครงสร้างรถแบบปั๊มขึ้นรูปทรงสปอร์ต กับถังน้ำมันที่เป็นเอกลักษณ์ของตระกูล CD ที่มาจับคู่กับเครื่องยนต์แบบ OHV 4 จังหวะ 65 ซีซี ที่ตัดต่อกำลังเครื่องยนต์ผ่านครัตช์มือ ลงมาหมุนวงล้อขนาด 17 นิ้วที่รัดด้วยยางเบอร์ 250 ทั้งหน้าและหลัง ออกมาเป็นเจ้า CD-65 คันนี้แหละครับ


จากMotorcycle Of Japan Vol.1



รถ HONDA C240 Port Cub 1962


รถ HONDA C240 Port Cub 1962

การดัดแปลงของซุปเปอร์คัพเพื่อไห้สามารถใช้งานได้งานขึ้น

โมเดลและสไตล์ที่ออกแบบมาเฉพาะผู้หญิง โครงสร้างภายนอกโดยเฉพาะสีสันที่ไห้ความโดดเด่นทั้งสีดำและสีเหลือง ลบและกลบจุดด้อยลงในทุกด้านเพื่อให้กลายเป็นรุ่นที่ได้รับการตอบสนองและเรียกใช้งานมากที่สุด โมเดลที่เน้นการออกแบบในสไตล์ 2 ระบบ ทั้งแบบออโต้และแมนนวลผสมผสานกันพร้อมทั้งการเสริมในเรื่องของระบบคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการทำงานของเครื่องยนต์ในสภาวะต่าง ๆ ให้มีความสมดุลอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังเพิ่มเติมในระบบความปลอดภัยในส่วนล่างอย่างระบบ ABS เพื่อใช้การห้ามล้อนั้นทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ระบบเครื่องยนต์ที่มีการออกแบบขึ้นไหม่เพื่อความเหมาะสมกับโครงสร้างภายนอกของตัวรถ รูปแบบของหน้าปัดเน้นในส่วนของโมเดลต้นแบบที่แสดงให้เห็นถึงความคลาสสิคที่ลงตัว แกนสวิงค์อาร์มด้านหลังเน้นในส่วนที่ไห้ความทนทานและเสริมขนาดของล้อไห้มีความไหญ่มากขึ้น คานบังคับออกแบบไห้มีการยกสูงมากขึ้นเพื่อไห้ตรงกับสรีระของผู้ขับขี่ คันสตาร์ทจะติดตั้งไว้ที่ด้านหลังของเกียร์และเพื่มความทนทานให้มากขึ้น พื้นที่ด้าหลังติดตั้งป้ายและเพิ่มเป็นส่วนของไฟท้าย

โมเดลที่ออกแบบไม่ซ้ำรุ่นคลาสสิคในแบบของ 240 จะเน้นความโค้งของตังถังและเพิ่มความสูงของคันบังคับเพื่อให้เข้ากับสรีระของผู้ขับขี่ และปรับแต่งในส่วนของระบบ และ เครื่องยนต์ภายในมากมาย

1962 C240 Port Cub Specifications

เครื่องยนต์ : 4 จังหวะ OHV : 49cc วาล์ว : 40mm x 39mm
รอบเครื่อง : 8.3:1 แรงออกตัว : 2.3PS/5.700rpm
แรงเครื่อง : 0.3kgm/4000rpm ความเร็วสูงสุด : 50Km/h
สัดส่วน : 12 การเผาไหม้ : 100Km/L ระดับ : 2จังหวะ ถังน้ำมัน 3ลิตร
ขนาด : 1680mm ยาว : 590mm : สูง : 920mm โดยรวม : 1105mm
น้ำหนัก : 54Kg ล้อหน้า : 2.25x15 ล้อหลัง : 2.25x15
จากHONDA SUPER CUB 1958-1963


ข้อมูลต่างๆมาจาก กลุ่มอนุรักษ์รถโบราณเมืองไชยา

รถ HONDA Benly CS-92

HONDA Benly CS-92



ฮอนด้า เบนลี่



1959 HONDA Benly CS-92

แบบฉบับรถทัวส์ริ่งท่อยก ทรง Scambler

หลังจากที่ Honda ได้ส่งเจ้า Super Cub ออกมาวางตลาดในปี 1958 Honda ก็กลับมาผงาดในวงการจักรยานยนต์ของโลกอีกครั้ง ยอดขายเจ้า Super Cub พุ่งทะลุเพดาน ทำรายได้มหาศาลให้กับ Honda ส่งออกไปยัง อเมริกาในปี 1959 และอีก 120 ประเทศทั่วโลก

สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง อุตสาหกรรมยานยนต์ของญี่ปุ่นก็เริ่มกลับมาดำเนินการอีกครัง โดยแทบจะทุกบริษัทได้ก๊อปปี้รถจักรยานยนต์จากอังกฤษ และเยอรมัน มาเป็นรูปแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Hosk , Tohatsu , Showa , liner , Pointer , Meguro , Suzuki Yamaha ฯลฯ หรือแม้แต่ Honda เอง แต่ในช่วงปี 1958-1961 ญี่ปุ่นเองก็เริ่มมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง หลังจาก Honda ได้ร่วมมือกับบริษัท NSU ในการออกแบบรถจักยานยนต์ ซึ่งก็เป็นต้นแบบให้กับรถหลาย ๆ รุ่นของ Honda

ปี 1959 Honda Benly CS-92 เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่ได้รับอิทธิพล จากงานดีไซน์ NSU แต่เป็นเพียงการต่อยอดงารดีไซน์เท่านั้น เครื่องยนต์ขนาด 125 ซีซี 4 จังหวะ OHC ระบายความร้อนด้วยอากาศ แขวนอยู่บนเฟรมปั้มขึ้นรูปทรงเอวคอดที่เป็นเอกลักษณ์ คลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบจุดระเบิดแบบหน้าทองขาว คาร์บูเรทเทอร์ของ Keihin เกียร์เท้า 4 สปีด หัวกระโหลกไฟทรงสี่เหลี่ยมมีเรือนไมล์ฝังอยู่บนหัวไฟ แฮนด์แป๊ปยกสูงแบบทรงทัวส์ริ่ง มีไฟเลี้ยวหน้าติดกับแฮนด์ โช้คหน้าแบบขาไก่ ถังน้ำมันเชื่อเฟลิงทรงสี่เหลี่ยมมียางแก้มถัง เบาะนั้งแบบยาว มีตะแกรงหลังยื่นออกมาเลยบังโคลนหลัง ไฟท้ายดวงเล็ก ไฟเลี้ยวติดอยู่ด้านข้างของบังโคลนหลังทั้ง 2 ฝั่ง โช้คหลังแบบสวิงอาร์มโช้คน้ำมันทรงเหลี่ยม บังโช่แบบเต็ม วงล้อหน้า/หลังขนาด 16 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 300x16 ทั้งหน้า/หลัง ระบบเบรกทั้งหน้า/หลังแบบดรัมเบรก

Honda ในรหัสรุ่น CS นั้นมีจุดเด่นที่เห็นได้ชัดคือ ท่อไอเสียยกสูงออกข้างพาดผ่านกลางเครื่องยนต์ (ท่อแบบ Scrambler) และรหัสเครื่องยนต์ C92E นั้นในปี 1959 จะมีอยู่ 2 เวอร์ชั่น คือแฮนด์แบบปั๊มขึ้นรูปทรงปีกนก และแฮนแป๊ปยกสูงฉบับรถทัวส์ริ่ง ในส่วนอื่น ๆ นั้นก็มีความไกล้เคียงเป็นอย่างมาก

Honda Benly CS-92 เป็นรถทัวส์ริ่งของ Honda ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก รุ่นอื่น ๆ ที่รูปร่างใกล้เคียงกันนั้นยังหาดูได้ไม่ยากในบ้านเรา แต่ Honda Benly CS-92 รุ่นี้ถือเป็นอีกรุ่นหนึ่งที่หาดูได้ยาก เป็นอีกคันที่เรานำเสนอให้ได้ชมครับ...
จากMotorcycle Of Japan 1


ข้อมูลจากกลุ่มอนุรักษ์รถโบราณเมืองไชยา


วันเสาร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2555

ประวัติของHonda C70


C70
C70
Honda C70 เป็นรถจักรยานยนต์ที่ทาง Honda ได้เริ่มการผลิตขึ้นในปี 1967 เป็นรถจักรยานยนต์ที่ได้ชื่อว่าเป็นรถที่ประสิทธิภาพที่ดี คุ้มค่า และยังเป็นรถขายดียอดนิยมในญี่ปุ่น ผู้ใช้ที่ได้ลองขับขี่ส่วนใหญ่จะหลงไหลกับ Honda C70 ไปโดยทันที รุ่นHonda C70 เป็นรถที่ได้รับการพัฒนาต่อมาจาก Honda C50 Super Cub จึงไม่น่าแปลกใจที่หน้าตามันจะละหม้ายคล้ายกับรถรุ่นพี่ของมัน

หลังจากพัฒนาอย่างต่อเนื่องของทางHonda นั้น Honda C70 ได้พัฒนาในเรื่องของกำลังรถให้มีสมถะนะเพิ่มมากขึ้น โดยได้ทำการเพิ่มเครื่องยนต์ที่มีความจุสูงถึง 72cc ลงไปในC70 และด้วยแรงม้ามากถึง 6.30แรงม้า ผู้ขับขี่มันสามารถที่จะขับขี่ไปบนท้องถนนที่แออัด ไปได้อยากสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ต่อมาในปี 1970 ทางHonda Japan ได้เพิ่มการลงทุนโดยออกจัดจำหน่ายส่งขายไปยังนอกประเทศญี่ปุ่น และในปี 1972 อังกฤษก็เต็มไปด้วย Honda C70 รถจักรยานยนต์คันนี้ยังเป็นยอมรับกันในผู้ขับขี่รถจักรยานต์ในทุกๆเพศทุกวัยจากทั่วโลก ตามหลังรถรุ่นพี่ Honda C50 ได้อย่างไร้ข้อกังขา

การพัฒนาที่โดดเด่นที่สร้างความแตกต่างระหว่าง C50 กับ C70 นั้นคือการที่นำเอาระบบคลัทซ์อัตโนมัติ สามสปีดเข้ามาใช้ในC70 ทำให้ทุกๆการขับขี่มันง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น แม้ในที่การจราจรติดขัด

ระบบความปลอดภัยของC70 ฮอนด้าใส่ใส่ดรัมเบรคเข้ามาในวงล้อ17นิ้ว พร้อมกับพัฒนาด้ามมือจับเบรคของรถให้มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้ที่ซื้อไปขับขี่เกิดความพึงพอใจที่สุด

กว่าทศวรรษที่ผ่านมา วิศวกรฮอนด้าได้ปรับปรุง C70 อย่างต่อเนื่องแต่คงไว้ซึ่งรูปลักษณ์ภายนอก ต่อมาได้เพิ่ม ชุดสีต่างๆของC70 เพื่อเอาใจผู้ชื่นชอบรถจักรยานยนต์และนักสะสม

ต่อมาในปี 1982 ฮอนด้าได้เปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีด้านรถจักรยานยนต์ครั้งใหญ่อีก โดยการเปลี่ยนระบบไฟ 6V ไปเป็น 12V พร้อมกับนำเอาการระบบ CDI เข้ามาใช้ในเครื่องยนต์ ประสิทธิภาพที่ดีของเครื่องยนต์ การประหยัดน้ำมันที่ดีขึ้น

ในส่วนของบริการหลังการขาย สมัยนั้น Honda ยังได้รับคำขอบคุณจากผู้ขับขี่อยู่ตลอดเวลา ว่ามีการจัดการบริการหลังการขายที่ดี

ในประเทศอังกฤษ Honda C70 ยังเป็นรถจักรยานยนต์ที่ ผู้ขับขี่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นรถที่ประหยัดน้ำมัน มีกำลังของเครื่องยนต์ 4จังหวะที่ดีและเสียงไม่ดังมาก การซ่อมบำรุงหรือเปลี่ยนอะไหล่ สามารถทำได้ง่ายด้วยตนเอง ซึ่งนี้หละเป็นจุดกำเนิดของ C70 ของแท้ 



วันศุกร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2555

Honda C102 ข้อมูลจำเพาะ

Honda ได้เริ่มพัฒนารถจักรยานยนต์ฮอนด้าC102 ในช่วงต้นทศวรรษที่1960 ฮอนด้าC102 จัดอยู่ในตระกูลเดียวกันกับ Honda C50 ซึ่งทางฮอนด้าได้จัดจำหน่ายออกขายไปทั่วโลก(เป็นรถที่ได้รับความนิยมมากในสมัยนั้น) พร้อมกับการโฆษณาตามสโลแกนของคำว่า "Used by the nicest people."

เครื่องยนต์ C102
รถจักรยานยนต์ฮอนด้าC102 เป็นรถจักรยานยนต์ 4จังหวะ ออกแบบโดยใช้การระบายความร้อนด้วยอากาศ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 49cc

ในส่วนของการทำงานรถมอเตอร์ไซค์คันนี้สามารถวิ่งได้เร็วถึง 70กิโลเมตรต่อชั่วโมง รอบการทำงาน 9500รอบต่อนาที และหากวิ่งด้วยความเร็ว 30กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะสามารถขับขี่ได้ไกลถึง 480กิโลเมตร ต่อการเติมน้ำมันเต็มถัง เป็นรถจักรยานต์สมัยก่อนที่มีสมถะนะในการขับขี่ขึ้นเขาสูงได้ถึง 14องศา เป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่ทันสมัยมากๆ ว้าววววว..

ในส่วนของลักษณะและการออกแบบ Honda C102 คันนี้จะมีความยาวของตัวรถที่ 70นิ้ว และหากวัดความสูงจะมีความสูงเพียงแค่ 37นิ้ว น้ำหนักรวมของตัวรถหนักเพียง 154ปอนด์ และมาพร้อมกับสี น้ำเงินสีแดง และสีเขียว

ข้อมูล Honda C102


ข้อมูลแปลมาจากเวปต่างประเทศนะครับผิดพลาดตรงไหนรบกวนแจ้งด้วยครับ

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

กำเนิดลิงน้อย ฮอนด้า มังกี้ Honda Monkey


เรื่อง ราวของลิงน้อย เริ่มต้นในปี ค.ศ. 1961 ( พ.ศ. 2504 ) ในโรงงานผลิตมอเตอร์ไซด์ฮอนด้า ประเทศญี่ปุ่นโดยที่พนักงานในโรงงานได้นำเครื่องยนต์และอุปกรณ์ต่างๆ ของมอเตอร์ไซด์ที่ผลิตอยู่ในสายการผลิตมาลองใส่ในตัวถังขนาดเล็กที่ทำขึ้นมา ใหม่เพื่อ ทำให้เป็นมอเตอร์ไซด์ขนาดจิ๋วย่อส่วนไว้ขับขี่เล่นในยามว่าง หรือ นำพาติดรถไปขับขี่พักผ่อนนอกสถานที่ได้
โดยนำเอาเครื่องยนต์ 4 จังหวะ ขนาด 50 ซีซี,ไฟส่องทาง,ชุดคันเร่ง,มือเบรค จากฮอนด้าคันใหญ่มาใช้ ส่วนตัวโครงและชิ้นส่วนโลหะอื่นๆ ใช้เศษโลหะที่เหลือจากการผลิตมอเตอร์ไซด์คันใหญ่มาทำ แล้วตกแต่งให้สวยงามโดยให้สีตัวโครงเป็นสีแดง ถังน้ำมันสีขาว ตัดกันอย่างลงตัว แล้วใส่ล้อจิ๋วขนาดเล็กเพียง 5 นิ้ว แล้วตั้งชื่อมอเตอร์ไซด์คันน้อยนี้ว่ารุ่น " แซด ร้อย " Z100 ในเวลานั้นยังไม่ใครนึกถึงชื่ออื่น
Z100 ขับวิ่งเล่นครั้งแรกในสวนหย่อม ทามา เทค " Tama Tech " บริเวณรอบๆ โรงงานของฮอนด้านั้นเอง และก็เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่ได้ลองขับขี่ว่า ขี่สนุก ผู้ที่เห็นรูปร่างมอเตอร์ไซด์จิ๋วคันนี้แล้วจินตนาการได้เหมือนกันว่า เหมือนกับลิงผอมตัวยาวๆ ที่แฝงไว้ด้วยความซุกซน จนมอเตอร์ไซด์จิ๋วคันนี้ถูกเรียกชื่อกันติดปากและรู้จักกันภายในอย่างไม่ เป็นทางการว่า " ฮอนด้า มังกี้ " " Honda Monkey " ที่ดูยังไง ยังไง ก็เหมือน "ของเล่น" มากกว่าเป็นมอเตอร์ไซด์
ในช่วงแรกที่ทำขึ้นมานี้ยังไม่มีการวางแผนการผลิตอย่างจริงจัง เหมือนเป็นเพียงโครงงานที่คิดขึ้นมาแล้วรอเช็คกระแสตอบรับอยู่ว่าจะไปรอด หรือไม่ แต่หลังจากที่ Z100 ผ่านสายตาพนักงานที่พบเห็นและลองขับขี่แล้วปรากฎว่า กระแสตอบรับดีมากมีแฟนๆ คลั่งไคล้ ทุกเพศทุกวัย ทุกคนที่พบเห็นล้วนแล้วแต่ปรารถนาจะเป็นเจ้าของ

ฮอนด้า นำเจ้า Z 100 มาปรับปรุงให้ดีขึ้นเพื่อให้สามารถใช้ขับขี่บนถนนสาธารณะทั่วๆไปได้ ใช้เวลา 2 ปี พัฒนา จนกลายมาเป็นรุ่น " ซีแซด ร้อย " CZ 100 ในปี ค.ศ.1963 ที่พร้อมจะส่งออกไปขายในตลาดต่างประเทศซะด้วย ลิงตัวนี้ไม่ได้คิดอะไรมากได้ยกถังน้ำมันชุบโครเมี่ยมจากจากคันใหญ่ ลงมาใส่กับตัวโครงเล็กของมัน ดูผิวเผินกับคันแรกก็คงมีแค่ถังน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงไป จึงทำให้เจ้าลิงตัวนี้ดูเจ้าเนื้อขึ้นมาอีกหน่อยนึงเท่านั้นเอง

และ ในปี ค.ศ. 1967 ( พ.ศ.​2510 )ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของเจ้าลิงน้อย เพราะทางโรงงานพร้อมที่จะเปิดไลน์ผลิตจำนวนมากๆได้แล้ว จึงจัดมังกี้อยู่ในส่วนหนึ่งของสายการผลิต จึงไม่ใช่เรื่องแปลกว่าทำไมคนรักลิงน้อยตัวนี้ที่อยู่ต่างแดนทั่วโลกจึง เพิ่งรู้จักมันในปีนี้ ทั้งๆที่ตัวจริงของมันออกมาวิ่งเพ่นพ่านตั้งแต่ 6 ปีที่แล้วในญี่ปุ่น
มังกี้รุ่นแรก ที่ทำตลาดอย่างจริงจังในญี่ปุ่นคือรุ่น Z50M ได้เปลี่ยนเครื่องยนต์จากระบบ โอเวอร์เฮดวาล์ว OHV มาใช้เครื่องยนต์ 4 จังหวะ ระบบ ซิงเกิลโอเวอร์เฮดแคมชาพ ของมอเตอร์ไซด์รุ่นยอดนิยมที่สุดของฮอนด้าในตอนนั้นคือ ซุปเปอร์คัพ ซี 50 Super Cup C 50 ที่มี 3 เกียร์ คลัตช์อัตโนมัติ ที่เรียกกันว่ารถผู้หญิง นำมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแค่ ระบบไอดี ไอเสีย เฟืองทดเกียร์ และที่เพิ่มขึ้นมาพิเศษคือ มีวาล์วเปิดปิดที่ถังน้ำมัน เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำมันรั่วไหลออกมาเวลาจับนอนตะแคงเวลาขนขึ้นรถยนต์
Z50M ถูกออกแบบให้มีแฮนด์แยกกันอิสระเป็น 2 ชิ้นสามารถคลายล็อค และพับเก็บได้ เบาะมีขนาดกระชับเพื่อให้สามารถใส่วางในห้องโดยสารรถยนต์ได้สะดวก
สีสันบนตัวทำได้สวยสะดุดตาด้วยสีแดง ขาว และโครเมี่ยม " เบาะนั่งลายสก๊อต" ยิ่งทำให้ดูน่ารักเป็นอย่างยิ่ง
สัดส่วนของลิงตัวนี้ทำได้น่ารักมาก ความกว้างของมันเมื่อคลายน๊อตยึดมือจับจะเหลือเพียง 35 เซนติเมตร ความสูงจากพื้นหดได้เหลือ 61 เซนติเมตร ความยาวก็เหลือเพียง 65 เซนติเมตร และตั้งราคาขายไว้ที่ 63,000 เยน (ในปี 1967นะจ๊ะ)
ตามความเป็นจริงแล้ว เจ้าลิงน้อย Z50M ตัวนี้สามารถขับขี่วิ่งบนท้องถนนทั่วไปได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆ อยู่แล้ว แต่ติดอยู่ตรงที่ว่า ดูยังไงมันก็ยังดูเป็นของเล่นมากกว่าเป็นมอเตอร์ไซด์วันยังค่ำ

ใน ปี ค.ศ. 1969 ฮอนด้า มังกี้ รุ่น Z50A ก็ถูกผลิตออกมา มันถูกปรับปรุงอย่างมาก ตะเกียบหน้าถูกเปลี่ยนเป็นโช๊คอัพแบบกระบอก พร้อมอุปกรณ์เพิ่มความปลอดภัยอีกหลายรายการเช่น กระจกมองหลังและไฟเลี้ยว และเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น ล้อที่แต่เดิมใช้ขนาด 5 นิ้ว จึงถูกเพิิ่มขนาดขึ้นเป็น 8 นิ้ว

ใน ปี ค.ศ. 1970 ฮอนด้าเปิดตัวมังกี้ตัวใหมใช้ชื่อรุ่นว่า Z50Z เป็นรุ่นที่ได้พัฒนาปรับปรุงจากเดิมไปมาก เริ่มจากแฮนด์จับที่คลายพับง่ายกว่าเดิม และเมื่อพับแล้วใช้พื้นที่วางในรถน้อยกว่าเดิม สีสันที่ให้มากับลิงรุ่นนี้ก็ล้วนแต่สดใสมีชีวิตชีวา มีให้เลือก 3 อารมณ์คือ แดง candy – red , น้ำเงิน candy – blue และ เหลือง bright yellow และที่ถังน้ำมันออกแบบเป็น 2 สีตัดกัน( two – tone ) ลายใหม่
ในปี ค.ศ. 1974 เราก็ได้เห็น มังกี้รุ่น Z50J ที่ต่อมากลายเป็นพื้นฐานของมังกี้ที่เราเห็นในปัจจุบัน คือได้นำเอาระบบต่างๆ ของมอเตอร์ไซด์คันใหญ่มาใช้หลายอย่าง ตั้งแต่ระบบกันสะเทือน สวิงอาร์มที่ล้อหลัง เฟรมแบบ backbone ที่แข็งแรง และกระทะล้อที่เป็นแบบมาตรฐาน ซึ่งการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมากมายทั้งหมดที่กล่าวมาเมื่อขับขี่จะรู้สึกได้ อย่างชัดเจนว่า ให้ความรู้สึกในการขับขี่ที่ดีเหมือนมอเตอร์ไซด์คันใหญ่
ต่อมาในปี ค.ศ. 1978 มังกี้ก็ได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ได้ปรับเปลี่ยนรูปทรงของถังน้ำมันทรงเหลี่ยมอย่างเดิม ที่คนรักมังกี้บ้านเราเรียกมาตลอดว่า " ถังมะละกอ " ให้มีความโค้งมนมากขึ้น กลายเป็นถังรูปทรง " หยดน้ำตา " " tear drop " ที่ชาวลิงน้อยเรียกให้เป็นมงคลนามสั้นๆ ว่า " ถังหยดน้ำ " ที่กลายมาเป็นรูปแบบของถังน้ำมันมังกี้จนถึงปัจจุบัน และได้ขยายขนาดเบาะนั่งให้ใหญ่ขึ้นอีกเล็กน้อย เพื่อให้เหมาะกับก้นฝรั่งตัวใหญ่ ทำให้ดูคล้ายกับรถมอเตอร์ไซด์ช๊อปเปอร์ของอเมริกัน เครื่องยนต์ก็มีกำลังมากขึ้น เพียบพร้อมด้วยระบบไฟสัญญาณต่างๆ เพื่อเพิ่มความปลอดภัย
ในเดือน มกราคม เริ่มต้นของยุค มิเลเนี่ยม ปี 2000 ในวาระพิเศษเช่นนี้ ฮอนด้าก็ต้องมีอะไรดีๆ มาฝากคนรักมังกี้แน่นอน จึงได้ออกมังกี้รุ่นพิเศษผลิตในจำนวนจำนวนจำกัด 3,000 คันโดยใช้ชื่อรุ่นว่า มังกี้ " 2000 ANNIVERSARY " โดยใช้สีและลวดลายแบบเดียวกับมังกี้รุ่น Z50Z ที่ผลิตในปี ค.ศ. 197
ฮอนด้าได้ผลิต มังกี้ออกมาอย่างต่อเนื่องโดยยังคงจุดเด่นที่สำคัญของมันตลอดมาคือ เป็นมอเตอร์ไซด์แคระคันเล็กโดยที่เจ้าของมังกี้แต่ละคนสามารถตกแต่งมังกี้ของตนได้อย่างตามใจชอบไม่ว่า จะเป็นการตกแต่งเพื่อสวยงามภายนอก หรือแต่งซิ่งเพื่อประลองความเร็ว โดยมีรายการของตกแต่งมากกว่า 1,500 รายการเชียวหละครับ

วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ประวัติ Honda Super CUP

ประวัติ Honda Super CUP ในยุคปัจจุบันมีบริษัทผู้ผลิตรถจักรยานยนต์มากมาย ซึ่งในบริษัทผู้ผลิตรถที่มีชื่อเสียงเหล่านั้น คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักผลผลิตภายใต้ชื่อ ฮอนด้า แน่นอน ฮอนด้าเปิดสายการผลิตรถจักรยานยนต์ มาตั้งแต่สมัยเก่า มีการผลิตรถจักรยานยนต์ออกมามากมายหลายรุ่น ด้วย เทคโนโลยีที่ก้าวทันกระแสการแปรเปลี่ยนของโลกตลอดเวลา แต่มีรถจักรยานยนต์ โมเดลหนึ่งซึ่งทุกคนอาจมองข้ามไปนั้น คือการผลิตของรถโมเดล Super CUP นั่นเอง สายการผลิตของรถจักรยานยนต์ในโมเดลนี้ มีจำนวนทั้งสิ้นมากกว่า 35 ล้านคัน แล้วในปัจจุบันในช่วงปี 1959 – 1962 มีเปิดตัวสายการผลิต ครั้งแรกในรุ่น Honda c100 อย่างเป็นทางการ ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปี2002 บริษัท Honda motor โมเดล Super CUP co.,Ltd มีการเช็คจำนวนผลิตภัณฑ์ ทั้งหมดสำหรับ อีกครั้ง พบว่าในช่วงเวลา 44 ปีที่ผ่านมา สายการผลิต ของรถโมเดลนี้มีจำนวนมากถึง 35 ล้านคันแล้วนับจากสาม เดือนแรกที่มีการ จัดจำหน่ายสู่ท้องตลาดอย่างเป็นทางการในปี 1958 สายการผลิตในช่วงแรกของ Super CUP นั้นมีการออกแบบ และพัฒนาขึ้นโดยตรงจากฝีมือของนาย Soichiro Honda ผู้บริหารระดับสูงหรือเจ้าของบริษัทฮอนด้านั่นเอง โดยได้แนว ความคิด ในการออกแบบรถจักรยานยนต์สายพันธ์ใหม่นี้มาจากการความเอนกประสงค์ ของรถสกุตเตอร์ที่ทุกคน ในสมัยนั้นต่าง ก็เชื่อถือในความสามารถรอบตัวของมัน เครื่องยนต์ของรถสกุตเตอร์ในสมัยนั้นแทบทั้งหมดจะเป็น เครื่องยนต์แบบสองจังหวะ แต่สำหรับฮอนด้าโมเดล the Super CUP แล้วมีการปรับปรุงรูปแบบใหม่ด้วยการใช้เครื่องกลแบบสี่จังหวะสมรรถภาพสูง 50ซีซี เข้ามาติดตั้งแทน ซึ่งเครื่องยนต์แบบนี้โดดเด่นมากกว่าของกำลังที่ ได้ความประหยัดเชื้อเพลิงที่สูงกว่า อีกทั้งยัง มีความทนทาน กว่าเครื่องยนต์สี่จังหวะ อย่างเห็นได้ชัด ในด้านของรูปลักษณ์ภายนอกมีการออกแบบให้ตัวรถ อยู่ในระดับต่ำเช่นเดียวกับ รถสกุต เตอร์แต่มีการออกแบบโครงสร้างตัวถังเป็นแบบ backbone frame แทน เพื่อให้ง่ายต่อการติดตั้งและ การถอดออกของ บังลม ด้านหน้า ซึ่งออกแบบมาเพื่อป้องกันโคลนสิ่งสกปรก และลม มาประทะขาของผู้ขับขี่ ที่สำคัญโครงสร้างตัวถังแบบนี้ยังเป็น วัตกรรม ใหม่ล่าสุดในสมัยนั้นอีกด้วย

ประวัติ Honda Super CUP

สายการผลิตของ Honda Super CUP มีการแก้ไขและพัฒนาสายการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีในด้านของการขับขี่ ทั้งในด้านของพลัง เครี่องยนต์และความประหยัดเชื้อเพลิง แต่สิ่งหนึ่งซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็น ได้ชัดนั้นคือ รูป ลักษณ์ภายนอก ซึ่งยังคงรูปแบบเดิมอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน ในด้านของการตลาด Honda Super CUP กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือก สำหรับ ตลาดรถเอนกประสงค์หรือรถสกุตเตอร์ในเวลาอันรวดเร็ว จนคำว่า Honda Super CUP เกือบจะเป็นคำที่มีคำจำกัดความว่ารถ สกุตเตอร์ใช้ งานไปแล้วในตลาดรถสกุตเตอร์



Honda Super CUP มีการส่งออกไปแลกเปลี่ยนที่สหรัฐอเมริกา เป็นครั้งแรกในปี1959 และไม่นานนักก็มีการส่งออกไปซื้อขายใน 160 ประเทศ ทั่วโลกในเวลาภายหลัง มีการเปิดสายการผลิตใน ประเทศต่างๆขยายมากมายกว่า 14 ประเทศเพื่อต้องการขยายตลาดไปยังประเทศในแถบ south-East Asia ทั้งหมด the Super CUP กลายเป็นรถที่มีความเอนกประสงค์มากที่สุด และ เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันสำหรับสายการผลิตแรกของรถจักรยาน ยนต์ ในตระกูล Super CUPคือ โมเดล Honda c100 Super CUP 50 มีสายการผลิตอยู่ในช่วง 1959-1962 มีการผลิตเฉดสีออกจำหน่ายสู่ท้องตลาด ทั้งสิ้น 4 สีด้วยกัน คือ สีทรูโทนแดงสดตัดขาว, สีขาวล้วน, สีทูโทนน้ำเงินตัดขาวและสีทูโทนดำตัดขาว ที่ด้านหน้าของตัวรถและที่ฐานเบาะ จะมีโลโก้อักษรภาษาอังกฤษว่า “CUB”และ” Super CUP” เป็นสัญลักษณ์สำหรับรถรุ่นนี้ ที่ไฟท้ายจะมีลักษณะเป็นทับทิมสีแดง เครื่องยนต์กลไกมีขนาดความจุ 49 cc สูบเดียน 4 จังหวะ OHV ใช้ระบบขับเครื่อง โดยชุดเกียร์แบบสามสปีด และระบบครัทช์แบบ ออโตเมติก สำหรับระบบสตาร์ท ในรุ่นนี้มีการผลิตออกมาเฉพาะ ระบบสตาร์ทโดยเท้าเท่านั้น



สำหรับรถที่มีการกำเนิดออกมาในช่วงแรก ๆ นั้นจะสังเกตได้จากเบาะที่มีขนาดมากกว่า จักรยานยนต์ในสายการผลิตถัดมา คือ Honda CA100 มันคือรถโมเดลใหม่ที่มาแทนที่ใน รุ่น C100 มีสายการผลิตในช่วงปี 1962-1970 มีการผลิตเฉดสีออกจำหน่าย สู่ท้องตลาดทั้งสิ้นสี่สีด้วยกัน เช่นเดียวกับโมเดล C100 นั้นคือ สีทูโทนแดงสดตัดสีขาว ,สีขาวล้วน,สีทูโทนน้ำเงินตัดขาว และ สีทูโทน ดำตัดขาว เครื่องยนต์ยังคงเป็นแบบสี่จังหวะ ขนาดความจุ 49 cc สูบเดียว OHV ใช้ระบบขับเคลื่อนโดยชุดเกียร์แบบ สามสปีด และระบบ ครัทซ์แบบออโตเมติก เช่นเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง และสำหรับระบบสตาร์ทในรุ่นนี้มีการผลิตออกมา เฉพาะ ระบบสตาร์ทด้วยเช่นกัน ที่ด้านหน้าของตัวรถและที่ฐานเบาะจะมี โลโก้อักษรภาษาอังกฤษว่า “Honda 50” เป็นสัญลักษณ์สำหรับ รถรุ่นนี้ ไฟท้ายมีการออกแบบ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าโมเดลก่อนอย่างเห็นได้ชัด สายการผลิตของจักรยานยนต์ Super CUP 50 cc ไม่ได้มีการผลิตและจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น และยังมีการส่งไปจำหน่ายอีกหลายประเทศทั่วโลก. ขอจบประวัติ Honda Super CUP เพียงเท่านี้